Medievalice บน Bookfeed
July 16th, 2026 #รีวิวภาพยนตร์ #TheOdyssey ในโลกที่ทวยเทพถูกยกเอาไว้เหนือทุกเหตุผลและกฎฟิสิกส์ จะเป็นอย่างไรถ้าการพยายาม 'เอาชนะคลื่นลม' และ 'ปกป้องลูกเรือ' กลับกลายเป็นการยกตนสูงเหนืออำนาจเทพเจ้า — The Odyssey มหากาพย์โอดีสซีย์ Christopher Nolan — ออกตัวก่อนว่าอลิซเคยอ่านทั้งอีเลียดและโอดีสซีย์ก็เมื่อนานมาแล้ว ตามประสาคนไบแอส Greek Mythology แต่ฉบับที่พิมพ์ใหม่หลังๆ มีไว้ในครอบครองก็จริงแต่ยังไม่ได้อ่าน เพราะตั้งธงไว้แล้วตั้งแต่หลายเดือนก่อนว่า จะรอดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อนนี่ล่ะ เมื่อปี 2004 เราได้ดู Troy ผลงานกำกับของ Woflgang Peterson ตอนนั้นถึงจะยังเด็กแต่ก็ยังจดจำภาพจำมหาสงครามกรุงทรอยได้ดีเลย เรียกว่ามันเซ็ตมาตรฐานไว้สำหรับหนัง Homer เลยก็ว่าได้ และด้วยว่าสิ่งที่ Troy สร้างและฝากไว้ในความทรงจำนั้นคือ ภาพของมหาสงคราม หญิงงามล่มเมือง กับเรื่องราวของวีรบุรุษครึ่งเทพที่เก่งเกินมนุษย์ แต่กลับต้องมาตายด้วยลูกธนูของเจ้าชายที่แม่งกากที่สุดในเรื่อง ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ 'ม้าไม้เมืองทรอย' ที่มันเคยถูกนำเสนออยู่เสมอให้เป็นสุดยอดยุทธวิธีเจาะทะลุกำแพงเมืองทรอยและทำให้สปาร์ตาเป็นฝ่ายคว้าชัยไปในที่สุด ไอ้ภาพจำชุดนี้แหละมันเลยทำให้เราคิดว่า เราจะได้เห็นความ Greek Heroic แบบที่ไม่ได้เห็นมานานอีกสักครั้งใน The Odyssey #แต่มันไม่ใช่เลยทุกคน แฟนๆ Homer น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าโอดิซิอุสเป็นกษัตริย์แห่งอิธากาที่ไปช่วยอกาเมมนอนทำสงครามกับทรอย เรื่องเปิดมาคือสงครามจบไปแล้วล่ะ แต่ใช้วิธีเล่าแบบ flash back ซึ่งทำได้ดีนะลิซชอบ คือเรารู้สึกว่าเรื่องมันเดินไว ไปฉับๆๆ แบบที่ถ้ามัวแต่อ่าน Sub คงมึน ดีว่าพอจะฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง สองชั่วโมงแรกบอกเลยว่า ถ้าเราโคฟเป็นโอดิซิอุส เราคงอุทานว่า 'เกิดแต่กับกูนี่ล่ะ' แม่งเอ๊ยขึ้นฝั่งทีโดนที อะไรมันซวยซ้ำซ้อนขนาดนั้น ไม่นี่ก็นั่น ไม่นั่นก็นี่ ไม่จบไม่สิ้น โคตรท้อ 555 ส่วนตัวลิซชอบซีนนึงที่ถ้าใครดูแล้วคงรู้ค่ะ มันคือฉากกินอาหารเนี่ยล่ะ แต่มันเป็นการกินที่...แบบเออต่อให้บรรยากาศจะปูมาให้มันดูโอบเอื้ออารีดีต่อใจ แต่อีกส่วนหนึ่งอ่ะ เรารู้ละไงว่าถ้าขึ้นฝั่งแล้วมันจะธรรมดาได้ไงวะ มันต้องมีอะไรสักอย่างสิถึงจะถูก ละมีจริง 555 มันเป็นการกินอาหารที่... นักแสดงเก่งนะ คือปากอ่ะกิน แต่แววตามันไม่ได้บอกว่ากำลังกิน มัน screaming อยู่ข้างในอ่ะ เอออาจเพราะเราเป็นนักเขียนมั้งเราเลยอาจจะดูเก็บรายละเอียดสีหน้าท่าทางมากหน่อย แต่เชื่อว่ามันเป็นซีนที่ดูแล้วต้องจดจำแน่นอน 🥶 📍spoil alert📍 ระหว่างการเดินทางทางทะเลของโอดิซิอุส เรารู้สึกว่า เหมือนโนแลนจงใจจะให้คนดูได้สำรวจใจตัวเองไปด้วยระหว่างทาง ไม่รู้ทำไม มันเหมือนหนังจะเปิดช่องให้เราตั้งคำถามตลอดเวลาว่า ถ้าเป็นเราล่ะ จะตัดสินใจยังไง ตั้งแต่ที่โอดิซิอุสพยายามจะ be a good captain บัญชาการเรือ ปกป้องลูกเรือ ฝ่ามรสุม หรือแม้แต่ตอนที่ ก็ได้ยินกับหูว่าไซคลอปส์มันร้องไห้ฟ้องโพไซดอนว่าพ่อค้าบไอ้พวกนี้มันแกล้งลูก แต่ตอนออกจากถ้ำมาได้ก็ยังจะหันไปยิงมันซ้ำ ยั่วยุโพไซดอนไปอีก ทำทำไมวะ เป็นเราจะทำมั้ยงี้ 555 หรือหลังจากที่ออกจากบ้านเฮดีสไปแล้ว และทั้งที่รู้คำทำนายอะไรต่ออะไร เราจะบอกลูกเรือไปตามตรงมั้ย ไม่ว่าจะเรื่องไซเรน จะน้ำวน หรือแม้กระทั่งคำเตือนเรื่องท้ายที่สุดแล้วลูกเรือจะสังหารวัวของเทพอะพอลโลและพวกเขาจะตายกันหมด เราจะยังพาพวกเขาไปที่นั่นเพราะคิดว่าตัวเองจะสามารถเอาชนะคำเตือนของเทพเจ้าเพราะคิดว่าสามารถควบคุมคนของตัวเองได้ อย่างที่โอดิซิอุสทำรึเปล่า คือถ้าจะกลับบ้านยังไงก็ต้องออกทะเล และในทะเลทางเลือกมันมีไม่เยอะ เทพเจ้าบอกมีแค่ซ้ายกับขวา ซ้ายตายไม่กี่คนแต่ขวาตายหมด แต่โอดิซิอุสก็ยังเลือกที่จะบอกว่า เขาจะไม่ให้มันเกิดขึ้น จริงๆ มองจากแว่นตายุคเราคือโคตรหล่อเลย แต่ถ้าเราถอดแว่นปี 2026 ออกก่อนแล้วมองสถานการณ์นี้ด้วยบริบทของคนยุคนั้น โอดิซิอุสคือคนที่ลบหลู่เทพเจ้าทุกองค์ว่าง่ายๆ เขามีความเป็นผู้นำแบบโลกใหม่อยู่ไม่น้อยที่คิดจะรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้คนที่เขาพามา แต่ในจักรวาลกรีกโบราณที่ธรรมชาติและโชคชะตาถูกลิขิตโดยทวยเทพ การที่มนุษย์คนหนึ่งคิดว่าตนเอง #มีอำนาจเหนือความตาย และ #จะฝืนคำทำนายเพื่อปกป้องทุกคน มันคือความอวดดีอ่ะ อวดดีจนอธีน่ายังตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องอ้างสิทธิ์นั้นเพราะลิขิตชะตามันเป็นเรื่องของเทพเจ้าที่ไม่มีใครฝืนได้ ซีนนี้อลิซร้องไห้ครั้งที่ 1 ไม่รู้ร้องทำไมน้ำตามันมาเอง 555 มันคือ ย้อนไปซีนที่ ทั้งที่ห้ามแล้ว สาบานกันแล้วก่อนเทียบท่า แต่เมื่อเสบียงหมด สุดท้ายพวกลูกเรือก็ยังแอบเชือดวัวของอะพอลโลมากิน และหลังจากนั้นก็เป็นทริปสุดท้ายที่โพไซดอนน่าจะบอกพอกันทีกับพวกมึงเนี่ย แล้วคำทำนายก็เกิดขึ้น จนท้ายที่สุดเรื่องก็ดำเนินมาจนถึงโอดิซิอุสในสถานการณ์ปัจจุบันที่เหลือตัวเองคนเดียวและกำลังพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ ทันทีที่ความทรงจำมันกลับมาแล้วมันเกิดการ realize อ่ะ ว่าตัวเองช่างเล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับอำนาจเทพเจ้า เขาเก็บเศษเรือที่แตกกระจายมาต่อเป็นแพเล็กๆ แค่พอตัวเองนอนได้ และปล่อยให้แพนั้นล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ยอมรับโทษทัณฑ์จากโพไซดอนโดยที่เชื่อว่า ท้ายที่สุดซูสจะไม่ปล่อยให้โพไซดอนฆ่าเขา สาส์นคือมันไม่มีใครยิ่งใหญ่เกินกฎธรรมชาติ โดยเฉพาะในโลกที่เทพเจ้าเป็นคนสร้างกฎเหล่านั้น เล่าอาจจะไม่ค่อยเข้าใจค่ะ 🥹 อยากให้ไปดูกัน เพราะด้วยภาพแสงสีเสียงและทุกสิ่งที่ปูมาจนถึง ณ จุดนั้นคือ มันยิ่งใหญ่มากจริงๆ โนแลนทำให้เราสัมผัสถึงสิ่งนามธรรมนี้ได้จริงๆ ร้องไห้เลยอ่ะ (ร้องอยู่คนเดียว 555) กลับมาที่ 'ม้าไม้เมืองทรอย' อลิซให้ตรงนี้เป็นไคลแมกซ์เลย หลายต่อหลายครั้งที่ม้าโทรจันถูกนำเสนอให้เป็น symbol แห่งความล้ำ แห่งชัยชนะในสงครามและการเจาะทะลุกำแพงของศัตรู แต่ในกาพย์นี้ เราได้รับรู้จากมุมมองของ 'มนุษย์ปุถุชน' ที่ได้ตระหนักถึงบางสิ่งในฐานะคนต้นคิดที่สร้างมันขึ้นมา สิบปีของมหาสงครามที่สปาร์ตาไม่อาจเจาะทะลุกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดของทรอยได้ มันสะสมพลังงาน ความพิโรธโกรธแค้นของเหล่าไพร่พลที่ล้วนอยากชนะและได้กลับบ้าน จนกระทั่งโอดิซิอุสได้คิดค้นยุทธวิธีม้าไม้ยัดไส้นี่ขึ้นมา และนำไปสู่การเปิดประตูเมืองทรอยจากด้านในได้ในที่สุด สิ่งที่เขาได้เห็นและตระหนักไม่ใช่ม้าไม้นั้นนำชัยชนะมาได้อย่างงดงามเพียงใด กลับกัน คือเขากลับได้เห็นว่า เพราะเขาที่คิดค้นม้าไม้นี้ขึ้นมาและเปิดประตูได้สำเร็จ มันนำความพินาศย่อยยับมาสู่ผู้คนและอารยธรรมมากมายและได้กลายเป็นแผลใจที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ไปตลอดชีวิต ที่ดีที่สุดคือ หนังไม่นำเสนอความเป็น Heroic ใดใดเลยตลอดทาง มันสมบุกสมบัน มันเป็นมนุษย์ที่เสียใจกับการกระทำ และไม่ได้นำเสนอว่าชัยชนะของสงครามเป็นสิ่งที่สวยงามใดใด ลิซว่ามันคือ Coming of age ที่ดีมากเรื่องนึงเลยล่ะ ฉากสงครามทรอยที่เราแอบขัดใจเล็กๆ ระหว่างเรื่องที่ว่าเออ ทำไมมันมาน้อยจังวะ สุดท้ายมันมาระเบิดให้ดูตอนท้ายนี่เองว่าออ... เขาต้องการให้เราเห็นแบบนี้ เขาคิดมาหมดแล้ว แล้วมันทำงานกับเรามากจริงๆ และร้องไห้อีกแล้ว 555 อยากเล่าถึงอีกซีนนึง เป็นซีนที่ชอบมากเหมือนกัน คือซีนแอคชั่น 1:100 ในตอนท้าย (เปรียบเทียบเฉยๆ) ลิซไม่รู้ว่าโนแลนจงใจไหม แต่ตลอดการเดินทางกลับบ้าน โอดิซิอุสที่เป็นมนุษย์ธรรมดาจะอยู่ในชุดนักรบกรีก แต่เมื่อถึงบ้านคือคลุมตัวมาแบบขอทาน (มันมีเหตุมาก่อน ต้องไปดู) ที่ชอบคือไอ้หลังจากตระหนักรู้ในทุกสิ่งแล้วต้องมาถอดชุดคลุมขอทานแล้วไฟท์กับพวกอาหวัง เราคิดว่า เหมือนโนแลนวางภาพลักษณ์ให้เขาเป็นเหมือนซูส หรือไม่ก็ได้รับพลังจากซูส ด้วยเสื้อผ้ารุงรังๆ เปิดไหล่ ผมยุ่งๆ มีหนวดยาวรุงรัง ผสานกับการต่อสู้ที่ดุดันท่ามกลางเสียงฟ้าร้องครืนคราม เหมือนซัมมอนซูสมาเลยเอาจริง คล้ายจะ Metaphor ว่าถ้าคุณยอมรับว่าคุณตัวเล็กกระจ้อยแค่ไหน ท้ายที่สุดถ้าต้องทำในสิ่งยิ่งใหญ่ เทพเจ้าก็จะประทานพรและอยู่เคียงข้างคุณ เพราะมีแต่ผู้ที่ยอมนอบน้อมต่อชะตากรรมและธรรมชาติเท่านั้นจึงจะได้รับพลังที่แท้จริงจากทวยเทพ สุดท้าย บางทีสิ่งที่โอดิซิอุสต้องเอาชนะเพื่อจะเดินทางกลับบ้านที่อิธากาอาจไม่ใช่ทะเล ไม่ใช่โพไซดอน และไม่ใช่สัตว์ประหลาดระหว่างทาง แต่เป็นความเชื่อของตัวเองว่า มนุษย์สามารถควบคุมทุกสิ่งได้ ขออวยยศการแสดงของนักแสดงทุกคน ไม่มีอะไรจะติจะหักเลย เต็มอิ่มมาก คุ้มค่าแก่เวลาและอะไรๆ ทั้งสิ้น ลิซให้หมด 10/10/10 ไม่หัก สมมงการกำกับโดยคริสโคเฟอร์ โนแลน ไปดูกันค่ะ 🔥🔥🔥 #TheOdyssey2026 #ChristopherNolan #มหากาพย์โอดีสซีย์
